[TxT fic]Beyond the sky#02
posted on 22 Nov 2008 00:37 by tomei in TxTTitle: Beyond the sky # 02
Author: โทเม
Category: ActionComedy
Pairing: Takki-Tsuba
Rating: NC 17 ด้านการใช้ภาษา โปรดระวังผู้ปกครองโผล่มาด้านหลังขณะรับชม
Spoilers: 2008
Disclaimer: ฟิคเรื่องนี้เขียนขึ้นเพื่อความบันเทิงตัวละครมาจากปู้จายค่ายลุงจอห์น
Author note: มันคงจะเริ่มเข้าเรื่องแล้วล่ะมั้ง
Summary: .........
ตอนที่ 2
“ครับ ใช่ครับ ทางเรามีเจ้าชายอีกพระองค์หนึ่ง ซึ่ง...”
เพล้ง!
รีโมทขนาดพอดีมือถูกปาใส่จอพลาสม่าแรงจนเกิดรอยร้าวและประจุแสงเล็กๆ ขึ้น ก่อนภาพข่าวจะดับไป มันไม่สาแก่ใจเท่าไหร่นัก เจ้าคนนั้นควรจะหายไปตลอดกาลมากกว่า ร่างบางในชุดคลุมอาบน้ำสีขาวค่อยๆ สูดลมหายใจเข้าออกช้าๆ ระงับอารมณ์พลุ่งพล่านอยู่ภายในกับสิ่งที่ได้เห็นเมื่อครู่ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งบนโซฟาอีกครั้ง มือค่อยเลื่อนมาแตะริมฝีปากบางและเล็มแทะปลายนิ้วอย่างไม่รู้ตัว ใบหน้าเรียวซีดเผือด
แม้จะได้ยินข่าวคราวมาก่อนว่าจะมีการออกข่าวที่ว่าทางโทรทัศน์จึงพอจะระงับอารมณ์ได้บ้างแล้ว แต่พอเห็นเข้าจริง ความโมโหก็ปะทุสูงขึ้นจนห้ามไม่อยู่ ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยมีอะไรมาขัดใจให้ขุ่นหมอง จนกระทั่งพระมหากษัตริย์ประชวร บางสิ่งในประเทศนี้เปลี่ยนไปในทีละน้อย อำนาจบางส่วนในมือกำลังไหลเข้าไปอยู่ในมือของ นิชิคิโด เรียว ผู้ที่ได้ดำรงตำแหน่งเป็นนายกของกินซาอิกุทั้งที่มีอายุเพียงยี่สิบกว่า เพราะได้เส้นสายความดีของวงศ์ตระกูลขุนนางเก่าที่ ซื่อสัตย์ภักดีต่อประเทศชาติมาตลอดช่วยผลักดัน บัดนี้กลับกล้าเป็นสุนัขแว้งกัดเจ้าของ ลองดีมาต่อกรกับราชสำนัก นำสิ่งที่สมควรปิดบังมาเปิดเผยต่อพวกนักข่าวให้ลือไปทั่วโลก ว่าตัวเจ้าชายที่นั่งโกรธจนแทบบ้าในขณะนี้ ไม่สามารถอยู่ในตำแหน่งองค์ชายรัชทายาทได้อีกแล้ว
“โคคิ”
“ครับ”
ชายร่างหนาในชุดสูทสีเข้มโค้งเล็กน้อยก่อนจะเดินจากห้องด้านหลัง เข้ามานั่งคุกเข่าข้างหนึ่ง ศีรษะน้อมลงจนใกล้ปลายเท้าอันเปลือยเปล่าที่ไขว่ห้างอยู่ ดวงตาเรียวของผู้เรียกหาผินมองไปยังนอกหน้าต่าง ริมฝีปากบางขยับช้าๆ พูดอีกครั้ง
“ฉัน...จะจัดการมัน...”
...............................................
“เจ็บ....”
ร่างที่ขดตัวหลับอยู่ส่งเสียงครางฮือลูบหลังตัวเองป้อยๆ ก่อนที่แพขนตายาวจะเปิดออกอย่างช้าๆ ภาพที่เห็นเปลี่ยนจากห้องพักราคาถูก เป็นเบาะหลังแข็งๆ ภายในรถไม่รู้ยี่ห้อซึ่งกำลังเคลื่อนที่อยู่ท่ามกลางถนนที่ว่างโล่ง และท้องฟ้าค่อยๆ เปลี่ยนสีทีละน้อยสว่างเพลินตาเช่นช่วงเช้าของทุกวัน พอร่วมกับเสียงเพลงจังหวะสบายๆ เช่นนี้ ก็พาให้น่าหลับต่อเสียเหลือเกิน
“ดี! เมื่อคืนบอมบ์กันแทบตายไม่ยักกะตื่น บทจะตื่นก็ตื่นเพราะปวดหลังนอนไม่สบายเนี่ยนะ ? จำเริญพรเถอะพ่อคุณ”
ทาคิซาว่ารีบพลิกกายหันไปมองที่มาของเสียงอย่างตื่นตระหนก ก็เห็นว่าเจ้าของเสียงทุ้มเจือหงุดหงิดกำลังนั่งไขว่ห้างอ่านหนังสือพิมพ์ฉบับเช้าอยู่อีกฟากของเบาะหลังรถ ทั่วตัวมอมแมม เสื้อผ้าดูมีราคาเปื้อนฝุ่นไปหมด แต่คนฟังไม่เข้าใจว่าอีกฝ่ายกำลังพูดถึงอะไร ประกอบกับห่วงสวัสดิภาพตนเองมากกว่า จึงแอบชำเลืองมองเสื้อผ้าที่ใส่อยู่ว่าเรียบร้อยดีหรือไม่เพราะเย็นขาชอบกล
“เมื่อคืน....เกิดอะไรขึ้นน่ะ...”
คนที่ถูกลักพาตัวมาทำมิดีมิดีและมิดีตั้งแต่เมื่อวานถามเสียงสั่น เมื่อพบว่าตัวเองอยู่ในชุดเสื้อเชิ๊ตสีขาวกับกางเกงใน Calvin klein สีเข้มอยู่ตัวเดียว สึบาสะเลิกคิ้วก่อนจะหรี่ตาแล้วยิ้มมุมปากให้อย่างนึกสนุก
“ถามนี่อยากให้ทำอีกหรือไง?”
ปากว่า มือก็เอื้อมไปลูบต้นขาขาว ไล้ปลายนิ้วขึ้นสะโพกไปอย่างช้าๆ ให้คู่สนทนาขนลุกซู่ เด้งขึ้นไปก้มหน้าก้มตากอดเข่าเบียดกับประตูรถอีกด้านทำตัวลีบเล็กที่สุดเท่าที่จะทำได้ จึงไม่ได้เห็นเจ้าคนขี้แกล้งที่กำลังปิดปากหัวเราะจนตัวโยน เพราะที่ทำไปเมื่อคืนแค่ดึงสูทราคาแพงออกมาเพื่อจะนำไปขายต่อเท่านั้น ไม่ได้ทำอะไรอย่างอื่นเพิ่มเลยกระทั่งเอากางเกงมาใส่ให้กันอุจาดหลังลอกคราบเสร็จ มันเรื่องอะไรล่ะจะให้ชายชาตรีเยี่ยงพวกเขาไปใส่เสื้อผ้าให้ผู้ชาย แค่ถอดมันออกก็เป่ายิ้งฉุบเกี่ยงกันจะแย่อยู่แล้ว แต่คนพูดไม่รู้หรอกว่าคนฟังรู้สึกอยากร้องไห้เสียเหลือเกิน ทาคิซาว่าคุงผู้ที่วันๆ ตื่นขึ้นทำงานเย็นกลับบ้านนอนนั้นไม่สามารถแยกแยะได้ว่าอะไรเป็นเรื่องจริงหรือหลอก หากเทียบกับชีวิตประจำวันที่แสนจะธรรมดา เรื่องอย่างนี้มันเหมือนกับฝันร้าย
“...อยากกลับบ้าน...”
“อือ ก็จะพาไปส่งอยู่นี่ไง เอ้า! ใส่นี่ซะ”
ชายคนร้ายโยนกางเกงยีนส์สีมอตัวใหญ่ที่น่าจะผ่านการใส่มาแล้วอย่างโชกโชนให้ กลิ่นเหงื่อเหม็นๆ ลอยคลุ้งไม่น่าใช้อวลแตะจมูกวูบๆ ชวนเป็นลม แต่ถ้าเทียบกับเดินโทงๆ ด้วยกางเกงในตัวเดียว มันก็ยังดีกว่า...
สึบาสะมองใบหน้าใสที่เม้มปากแน่น ขอบตาเริ่มแดง นั่งสูดน้ำมูกฟึ่ดๆ แต่ก็กลั้นน้ำตาเต็มที่ไม่ยอมร้องไห้ออกมาแล้วอดยิ้มให้ไม่ได้ จึงเอื้อมมือไปโอบไหล่อีกฝ่ายดึงเข้ามาใกล้ แล้วพูดปลอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
“ของมันแล้วไปแล้ว ไม่ต้องคิดมากไปหรอกน่า”
“...ผมกลัวติดเอดส์...”
ทาคิซาว่าพูดซื่อๆ ช่างเป็นเหตุผลที่ทำให้คนฟังสะดุ้งทั้งคันรถ จะว่าไปก็เพิ่งนึกออกว่าไอ้ที่นั่งๆ หัวดำหัวแดงอยู่ด้วยกันเนี่ย มีแต่พวกจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงทั้งนั้น สึบาสะรู้สึกบรรยายอารมณ์ตัวเองไม่ถูกเลย ระหว่างหมั่นไส้ หมั่นเขี้ยวและขำขัน จึงหันไปหาใบหน้าหวานและส่งยิ้มให้อย่างอ่อนโยน
“ดีเลย งั้นกลับไปคราวนี้ลองไปตรวจเผื่อด้วยแล้วกัน”
นายแบบหนุ่มลมหายใจสะดุดไปช่วงหนึ่งกับประโยคสิ้นเยื่อขาดใยและดับความหวัง เขาอ้าปากค้างแล้วเม้มปากแน่นอีกรอบ ส่วนอีกคนก็พยายามเก็กขรึมกลั้นหัวเราะเต็มที่ไม่ให้หลุดออกมา รถยนต์ค่อยๆ จอดลงที่ข้างทางที่ไม่รู้จัก มีแต่กำแพงบ้านใครสักคน มินิมาร์ทและตู้เอทีเอ็ม ดวงตาใสมองวิวภายนอกอย่างงงๆ แล้วหมวกแก๊ปก็ลงมาคลุมผมสีชาของเขา
“เอ้า ลงไปกดตังค์มาให้เฮียเร็ว จะได้กลับบ้านกัน”
สึบาสะหยิบกระเป๋าตังค์รูปอันปังแมนของคู่สนทนาขึ้นมาแล้วยื่นบัตรเดบิตในกระเป๋าให้ ทาคิซาว่าทำแก้มตูมเดินไปกดเงินมาให้อย่างว่าง่าย แล้วกลับมานั่งหน้าตูมต่อในรถหลังจากดึงกระเป๋าอันปังแมนกลับคืนมา ชายผิวเข้มส่ายหัวน้อยๆ ความจริงแล้วเขาเปิดโอกาสให้ฝ่ายนั้นแท้ๆ
“ทำไมไม่หนีเข้าไปในร้านล่ะ?”
คนถูกถามหันมามอง เอียงคอ ก่อนจะสั่นหัว “ไม่ล่ะ พวกคุณมีปืน ถ้าหนีไปแล้วไล่ยิงกัน คนอื่นๆ เขาจะโดนด้วย อีกอย่างเดี๋ยวก็ได้กลับแล้ว ไม่เป็นไรหรอก” ว่าจบก็คลี่ยิ้มอย่างอารมณ์ดี ทำให้คนมองรู้สึกเอ็นดูผู้ที่มียิ้มสดใสคนนี้อย่างแปลกประหลาด
“นายชื่ออะไรนะ ?”
“เอ่อ...ทาคิซาว่า...อะ...ฮิเดอากิ”
“เหรอ ชื่อดีนี่” สึบาสะพับหนังสือพิมพ์เก็บ “แล้วเขาว่านายเป็นเจ้าชายน่ะ จริงหรือเปล่า?”
ทาคิซาว่าตอบเสียงเบาอย่างกลัวความผิดที่เมื่อวานไปบอกว่าตนเป็นนายแบบธรรมดา ทั้งๆ ที่เป็นถึงชั้นแนวหน้า เงินทำงานคราหนึ่งเยอะมหาศาลสำหรับคนที่ใช้ชีวิตอยู่ตัวคนเดียว “เขาก็เรียกไปเอง แค่ทำงานมานานกว่าคนอื่นๆ เท่านั้น”
จบคำ ชายผิวแทนก็โยนหนังสือพิมพ์ฉบับเช้าลงตักอีกฝ่ายเหมือนต้องการให้อ่าน เขาจึงคลี่ดูหน้าหนึ่งอย่างงงๆ บนหนังสือมีรูปหน้าของเขาและรูปสเก๊ตของสึบาสะที่ออกจะไม่ค่อยเหมือนเท่าไร จนแทบจะเรียกได้ว่าน่าขำ แต่พาดหัวข่าวชวนน่าตกใจนั่นทำให้จะยิ้มก็ยิ้มไม่ออก
“ลักพาตัวเจ้าชายรัชทายาทประเทศกินซาอิกุ? ทาคิซาว่า ฮิเดอากิ นายแบบชื่อดังที่ซ่อนสถานภาพของตนไว้ในประเทศสงบสุข ถูกผู้ก่อการร้ายบุกเข้ากองถ่ายอย่างอุกอาจแล้วลักพาตัวไป...อ่านต่อหน้า 19”
นายแบบหนุ่มชมวดคิ้วเบ้ปากก่อนจะรีบร้อนเปิดหนังสือพิมพ์ไปหน้าดังกล่าวเพื่ออ่านรายละเอียด จำไม่ยักได้ว่าตัวเองถูกบุกเข้าไปลักพาตัว และถึงเขาจะเป็นเจ้าชายจริงก็เป็นแค่เจ้าชายวงการแฟชั่น ไม่ใช่เจ้าชายรัชทายาทอะไรสักหน่อย
ระหว่างนั้นรายการเพลงที่เปิดอยู่ก็ถูกตัดเข้าสู่ช่วงข่าวภาคเช้า ซุบารุซึ่งนั่งอยู่ข้างคนขับไม่อยากฟังข่าว จึงลองกดเปลี่ยนช่องสัญญาณดูเผื่อว่าจะมีสักคลื่นที่ไม่มีข่าวให้รำคาญใจ แต่ผู้ที่นั่งอยู่เบาะหลังเอื้อมมาตีไหล่เพื่อนให้หยุดมือเพราะได้ยินอะไรบางอย่าง
“เปิดเสียงเพิ่มซิ”
ฝ่ายนั้นทำตามที่ว่า แล้วเสียงของชายหนุ่มสำเนียงคนต่างชาติก็ดังขึ้น
[“ครับ ทางเราพอสืบรู้แล้วว่าผู้ที่ลักพาตัวเจ้าชายเป็นใคร เนื่องจากมีการติดต่อขอแลกเปลี่ยนมาเรียบร้อยแล้ว ทางเราสามารถจัดหาไว้ให้ได้แต่จะห่วงแค่ความปลอดภัยของตัวเจ้าชายมากกว่า จึงใคร่ขอความร่วมมือของกรมตำรวจญี่ปุ่น ในการช่วยค้นหา...”]
“เฮงแล้ว” สึบาสะสบถพร้อมยกสองมือขึ้นกุมขมับ ขณะที่ทาคิซาว่าลดหนังสือพิมพ์ลงแล้วพูดอย่างหวาดๆ
“พวกคุณๆ...จะฆ่าผมถ้าไม่ได้เครื่องบินจริงๆ เหรอ ? ...อยากลองขับขนาดนั้นเชียว...”
ป้าบ!
ว่าแล้วฝ่ามือของผู้ที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็ฟาดเข้าหลังกะหม่อมได้รูปของคนพูดอย่างเสียไม่ได้ ผมสีอ่อนลู่ไปข้างหน้าตามแรง
“บัดซบมาก! ชีวิตกูไม่ได้อยากเติมเต็มด้วยเครื่องบินถึงขนาดลงทุนลักพาตัวใครหรอกไอ้ตูดดดหมึก พูดงี้ทิ้งไว้ที่บ้านนั่นให้ถูกยิงตายดีกว่าไม่เสียเวลาแบกมาให้เมื่อยหรอก ชิบ!”
ทาคิซาว่ายังคงงงๆ อยู่ แต่ว่านะ....
“พูดกับเจ้าชายไม่เห็นเพราะเลย...ดำอ่ะ...”
เสียงงุบงิบยังไม่ทันจาง มือของคนใกล้ๆ ก็เหวี่ยงตบหัวผู้พูดอีกรอบอย่างรวดเร็วราวกับตบปุ่มตอบในเกมโชว์ คราวนี้นายแบบหนุ่มโวยลั่น
“เจ็บนะดำ! ตบเอาๆ อยู่ได้ !”
“เสิด! แล้วมึงเรียกกูดำทำไม !”
“ก็ ก็ไม่รู้จะเรียกยังไงนี่นา”
เหมือนเจ้าตัวร้ายจะนึกได้ว่าไม่เคยบอกชื่อ....แต่ว่านะ มีอย่างที่ไหนโจรลักพาตัวจะแนะนำตัวกับเหยื่อกันล่ะ สึบาสะหยุดคิดว่าควรจะบอกไหม แต่พอเห็นหน้าบื้อๆ ตาซื่อๆ ก็อดจะชักมือตบหัวฝ่ายนั้นอีกรอบไม่ได้
“พูดไปก็จำไม่ได้หรอก ชื่อตัวเองยังตะกุกตะกัก ก็เรียกฉันว่าคุณท่านเหมือนสองคนนั่นแล้วกัน”
“อะไรกัน อุตส่าห์เป็นเจ้าชายแล้วจะให้เรียกคนอื่นว่าคุณท่านเนี่ยนะ? ไม่เอาด้วยล่ะ”
“ชิชะ เพิ่งได้ขึ้นเป็นเจ้าชายทำใหญ่โต ฉันเองก็เพิ่งได้ใบอนุญาตประกอบอาชีพเดียวกับบิน ลาเดนเมื่อตะกี้เหมือนกัน ปากดีนักเดี๋ยวพ่อ..”
เอี๊ยดดดด!
จู่ๆ คนขับก็หักพวงมาลัยรถเบี่ยงตัวหลบบางอย่าง ทำให้ร่างเพรียวเสียหลักล้มลงบนตัวอีกฝ่าย หน้าผากของสึบาสะเสยปากและดั้งของคู่กรณีพอดี ในขณะเดียวกันก็ทำเอาหน้าผากมนมีรอยฟันเฉาะของทาคิซาว่าด้วย ผู้ก่อการร้ายมือใหม่ลุกขึ้นมาโวย
“ขับบ้าอะไรของแกวะ!”
“ก็แมวดำมันตัดหน้ารถ จะให้ทำยังไงเล่า~เฮ้อ...ลางไม่ดีเลยแหะ” เพื่อนร่วมชะตากรรมพูดเซ็งๆ
“ทีหลังก็ทับแม่งไปเลยจะได้ไม่ต้องตัดหน้ารถคันไหนให้ลางไม่ดีอีก เอ้า! จอดตรงนี้แหละ ให้มันลงที่นี่”
พอถึงย่านที่อยู่อาศัยแห่งหนึ่ง ที่ไหนก็ไม่รู้ สึบาสะหันขวับไปทางเจ้าตัวซวยที่ไปเผลอจับมาเมื่อวานเตรียมโยนทิ้งเต็มที่ แต่พอเห็นอีกฝ่ายก้มหน้ากุมจมูกที่มีเลือดไหลไม่หยุดอยู่ก็เปลี่ยนอารมณ์แล้วพูดอย่างเอือมระอา
“จะบ้าตาย บีบจมูกแล้วเงยหน้าขึ้นสิ...ทำยังกับไม่เคยเลือดกำเดาไหล”
ว่าพลางจับจมูกที่โด่งเป็นสันนั่นดึงให้หน้าหงายขึ้นมองฟ้า ทาคิซาว่าสั่นหัวน้อยๆ เป็นเชิงปฏิเสธว่าชาตินี้เพิ่งเคยเลือดกำเดาไหลเหมือนชาวบ้านเขาก็คราวนี้เนี่ยแหละ ทำเอาคนถามถอนหายใจหนัก ก่อนจะยิ้มบางอย่างอ่อนใจ
“สงสัยชีวิตจริงก็เจ้าชายไม่ต่างกันเท่าไรมั้ง?...คนเรามันก็เกิดมาต่างกันล่ะนะ ฉันว่านายต้องเรียนรู้การใช้ชีวิตอีกเยอะเลยไม่งั้นไม่รอดแน่ เอาล่ะฮิเดะคุง เห็นนั่นไหม ? จากถนนนี้ตรงไปเรื่อยๆ มีสถานีตำรวจอยู่ นายก็เงยหน้าบีบจมูกเดินไปสักพักแล้วกันเดี๋ยวมันก็หยุด พอถึงแล้วอย่าลืมแก้ตัวให้พวกฉันด้วย บอกว่าเราไปตั้งวงเหล้ากันธรรมดาก็ได้”
จากนั้นก็เปิดประตูดุนหลังคู่สนทนาออกไปด้วยเท้า ทาคิซาว่ามองสึบาสะที่กำลังยิ้มและโบกมือลาให้ “โชคดีมีชัย หวังว่าคงได้พบกันอีก บาย”
เมื่อประตูรถยนต์สีเทาเงินปิดลง หัวใจเหมือนกระตุกผิดจังหวะครู่หนึ่ง นายแบบหนุ่มก้มลงมาเพื่อจะมองเหล่าโจรลักพาตัว แต่ว่ารถก็ปิดฟิล์มกรองแสงดำเกินจะเห็นคนข้างใน จึงทำได้แค่เงยหน้าขึ้นมองฟ้าตามเดิม พยายามพาร่างเดินไปยังสถานีตำรวจซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก เสียงรถยนต์เริ่มเคลื่อนตัวดังอยู่ด้านหลังเตรียมจากไป
...ท้องฟ้าสีฟ้าทำให้ตาเริ่มพร่า...สีฟ้าชวนเวียนหัวเหมือนวันนั้น...
...ถ้าจะไปล่ะก็...ทำไมต้องบอกว่าจะกลับมาเจออีกล่ะ...
ปัง
เสียงปืนที่ดังขึ้นทำให้คนในรถสะดุ้งตัวรีบหันไปด้านนอก ก็เห็นร่างหนานอนอยู่ไม่ไหวติง นัยน์ตาคมรีบมองหาต้นทางของผู้ใช้อาวุธสังหาร ในขณะเดียวกันเสียงนั่นก็เรียกคนในสถานีตำรวจออกมาด้วย
“คนยิงมาจากในอาคาร” ซุบารุชี้ไปทางหน้าต่างที่เปิดอยู่ท่ามกลางคอมเพรซเซอร์มากมายของกรมตำรวจ ตรงนั้นมีคนที่ยืนนิ่งอยู่พร้อมปืนกระบอกยาวที่พาดอยู่บนของหน้าต่าง
“ไปรับเจ้าชายเราหน่อยโยโก” สึบาสะสั่ง ทำเอาลูกน้องทั้งคู่หันมาถามด้วยแววตาที่สื่อความเหมือนกันว่า ‘เอาจริงดิ ?’ แต่ก็ไม่มีคำแย้งใดหลุดจากปาก ทุกคนเตรียมพร้อมก้มหัวลงต่ำ
โยโกยาม่าปัดเกียร์ เร่งเครื่องเข้าหาร่างที่นอนอยู่แล้วตีโค้งดักทางกระสุนปืนจากอาคารสถานีตำรวจที่พุ่งเป้าหมายมายังเจ้าชายจำเป็นได้ทันพอดี กระจกถูกเจาะเป็นรูโหว่ทั้งขาเข้าขาออก ซุบารุปลดเซฟปืนแล้วยิงขึ้นไปด้านบนอาคารเพื่อบอกให้รู้ว่าเห็นตำแหน่ง ก่อนจะลดปากกระบอกปืนลงยิงขู่ตำรวจที่เริ่มหยิบปืนวิ่งตรงมา เขาเกร็งตาจนปวด การยิงสกัดยากกว่ายิงสั่วๆ ให้โดนที่ไหนก็ได้ เพราะถ้าตำรวจตายพวกเขาเดือดร้อนยิ่งกว่านี้แน่
รถยนต์วนอีกครึ่งรอบ สึบาสะเปิดประตูลงไปฉุดร่างที่นอนอยู่กลับขึ้นมาในตัวรถซึ่งยังไม่จอดดี และยังต้องรีบออกตัวทั้งๆ ที่ประตูยังไม่ได้ปิดด้วยซ้ำ แล้วเสียงไซเรนรถตำรวจที่คล้ายกับสัญญาณเปิดเกมตามล่าอาชญากรก็ดังขึ้น
......................................
TBC
ลงฟิคยามดึก 5555
ความจริงว่าจะลงตั้งนานแล้ว แต่มัวแต่ทำภาพขึ้นตอนอยู่ แหะ แหะ ก็อยากลงภาพด้วยนี่นา - 3 - ตอนแรกว่าจะออกแบบกรอบใหม่ก็ไม่รู้จะเอายังไงดี เอาแบบเดิมแล้วกัน ขี้เกียจคิด
ก็เริ่มเข้าเนื้อเรื่อง (?) พูดอย่างนั้นแต่ความจริงแล้วฟิคค่อนข้างจะไม่มีอะไรจะเรียกว่าเนื้อเรื่องได้ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ใครหวังเนื้อเรื่องคงต้องผ่านฟิคเรื่องนี้ไปเลยเพราะคนแต่งแค่อยากลองเขียนนิยายบู๊โรแมนติกดูว~ไม่มีอะไรนอกจาก "เลิ๊บยูวนะเบ่เบ๋~" ทำนองนั้น > D <
แต่พอจิ้มๆ ไปสักพักก็รู้สึกว่า.....เปรี้ยวใจกันทั้งคณะแบบนี้จะโรแมนติกไหวไหมนะ ( เหมือนจะพลาดยังไงก็ไม่รู้ )
ก็จะลองดูต่อไป~
โอเคค่ะ เอาไว้เจอกันเอนทรี่หน้า ^ D ^ )/


#1 By b-padung on 2008-11-22 00:40