[T&T fic]Beyond the sky#16
posted on 27 Oct 2009 01:06 by tomei in TxTTitle: Beyond the sky # 16
Author: โทเม
Category: ActionComedy
Pairing: Takki-Tsuba
Rating: NC 17 ด้านการใช้ภาษา โปรดระวังผู้ปกครองโผล่มาด้านหลังขณะรับชม
Spoilers: 2008
Disclaimer: ฟิคเรื่องนี้เขียนขึ้นเพื่อความบันเทิงตัวละครมาจากปู้จายค่ายลุงจอห์น
Author note: นานแล้วสินะที่เราไม่ได้เจอกัน 55555 หยวนๆ น่า ว่าแต่ยังมีใครเหลือรอดบ้างนะ ?( - D - ; )
Summary: หาอ่านตอนก่อนๆ โดยการจิ้ม fic T&T ด้านบนจ้า
ตอนที่ 16
...เหมือนเคยฝัน เหมือนเคยหวัง ไว้ที่ไหนสักแห่งบนทางที่เพิ่งเดินผ่าน...
...ว่าอยากจะมีที่ของตัวเอง อยากจะมีใครสักคนหนึ่ง...
...แต่พอมีคนนั้นมาอยู่ตรงหน้า กลับทำได้แค่ถอนหายใจ แล้วก็พูดว่า...
...ปล่อยให้มันเป็นความฝันต่อไปเถอะ...ในเมื่อไม่รู้ว่าจะต้องตื่นเมื่อไร...
................................................
"มีอะไร"
ร่างเพรียวพลิกกายหันมาถามเสียงขุ่นกับคนที่นอนอยู่อีกฟากหนึ่งของห้องพัก หลังทนความอึดอัดจากสายตาที่เอาแต่จ้องมองมาไม่ไหว เมื่อได้ยินดังนั้น เจ้าของดวงตากลมซึ่งกำลังนอนคว่ำเอาหน้าซุกหมอนเหลือบมองอยู่ จึงรีบยันตัวขึ้นมานั่งคุกเข่าเรียบร้อย ยิ้มตอบด้วยน้ำเสียงร่าเริง
"ดึกแล้ว พูดเสียงดังไม่ดีเท่าไหร่เนอะ"
"งั้นก็ค่อยพูดพรุ่งนี้...เอาหัวยัดหมอน แล้วนอนไปซะ"
สึบาสะพยายามดัดเสียงเคร่งขรึมทั้งที่อยากจะหัวเราะหึหึออกมาดังๆ กับประโยคที่เหมือนจะอ้อมค้อมพาคันคะเยอ ปฏิกิริยาสุดแสนเย็นชาทำเอาคนฟังอ้าปากค้าง แต่เหมือนเจ้าตัวยุ่งจะไม่ยอมแพ้ และไม่คิดจะให้โอกาสเพื่อนร่วมห้องปฏิเสธ จัดแจงลุกขึ้นกรีฑาทัพหลวงอันประกอบด้วยหมอน ฟูก และผ้าห่ม บุกเข้ามาล้มตัวลงนอน กินพื้นที่ชายแดนไปสิบส่วน หวังครองดินแดนทั้งหมดในคืนนี้ทันที
เจ้าของที่ดินคว้าหมอนที่หนุนหัวอยู่ ออกมากั้นกลางทำบังเกอร์ แต่ก็ถูกฝ่ายตรงข้ามทำหน้ามึนรวบไปกอดแทนหมอนข้างเสียนี่ สึบาสะยกแขนขึ้นก่ายหน้าผากทันที ไม่รู้ว่ากลุ้มใจจัดหรือปักป้ายจองไม่ให้ขาของคนข้างๆ เข้ามาช่วยก่าย
"คุยใกล้แบบนี้สบายกว่านะ"
"ประเสริฐจริงพ่อ แล้วตกลงมีอะไร ?"
นายแบบหนุ่มเริ่มอึกอักหลังเสียงถามอย่างอ่อนใจ เหตุผลมีแค่อยากนอนใกล้ๆ ซึ่งคนถามเองก็รู้อยู่เต็มอก ทาคิซาว่าคุงรีบระดมความคิดจากสมอง ที่ส่วนหนึ่งแอบอู้งีบหลับไม่ยอมทำงานไปแล้ว
...พูดอะไรดีล่ะ ?...
คุณเจ้าชายเหลือบขึ้นมาสบตาคู่งามที่กำลังคอยบทสนทนา แล้วดวงตาใสก็เริ่มกระพริบตาปริบๆ ส่งประกายตาวิ้งๆ อ้อนใส่อย่างสิ้นคิด ทดสอบวิทยาศาสตร์กับด็อกเตอร์อุโซ่ที่ว่า หน้าตาดีทำอะไรไม่ผิดเป็นเรื่องจริงหรือเปล่า คุณท่านจึงส่งยิ้มที่ดูน่ารักให้พร้อมเปล่งเสียงหัวเราะขัดหู ก่อนจะง้างนิ้วดีดเพี๊ยะ เข้าเหม่งอีกฝ่ายก่อนคว้าหมอนที่โดนยึดไปกลับมาหนุนนอนตามเดิมพร้อมกับหันหลังให้ ฝ่ายนั้นยังไม่วายตามมาสะกิดไหล่ราวพ่อบ้านอารมณ์เปลี่ยว อยากเกี่ยวก้อยคุณภรรยาเต้นลีลาศยามดึก
"นี่...อย่าหันหน้าไปสิ แบบนี้มันเหมือนอยู่ตัวคนเดียวเลย"
"อยู่ใกล้กันจนจะแท้งอยู่แล้ว ยังจะมาบ่นหาอาวุธอะไรอีก จะใหญ่จะยาวยังไงหลับตาก็ไม่เห็นอะไร นอนเลยไอ้ตัวยุ่ง พรุ่งนี้ไม่ตื่น พ่อจับหมกหิมะแน่"
"คุณไม่ทำหรอกน่า เป็นคนดีออก"
ร่างเพรียวกระตุกกึก หัวคิ้วชนกันโครมด้วยความเร็ว 180 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทำอะไรไม่ถูกได้แต่ร้องซี๊ดที่มุมปากอย่างกับใครเอาน้ำตาเทียนมาหยดใส่ อับดุลเอ้ยมันเกิดอะไรขึ้นถึงลงเอยไปแบบนั้น บรรทัดไหนตอนไหนมันบอกกัน เจ้าคนที่นอนอยู่ข้างๆ ถึงกล้ายิ้มพูดได้เต็มปาก ทั้งยังขยับตัวเข้ามาใกล้เพิ่มขึ้นอีก สึบาสะเม้มริมปากคิดก่อนจะพูดกลับไป น้ำเสียงแฝงความหนักใจ
"รู้จักโรคสต็อกโฮล์มซินโดรม ( Stockholm Syndrome ) ไหม ?"
"หืม อะไรเหรอ ?" คนฟังถามกลับ น้ำเสียงสงสัยที่กระซิบใกล้ ช่างพาอารมณ์ให้ว้าวุ่นจนต้องขยับหนี
...แล้วจะขยับตามมาหาเห็บอะไร...
"เป็นอาการทางจิตวิทยา ที่คนถูกลักพาตัวเกิดความคิดด้านบวกกับคนร้าย"
"ทำไมความรู้สึกของคน ถึงกลายเป็นโรคด้วยล่ะ ? มันไม่ควรจะเป็นอย่างนั้นนะ"
"พรุ่งนี้ตื่นขึ้นมาก็โทรถาม WHO ไป๊! "
.......................................................
...มันก็ไม่ควรจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ นั่นแหละ...
นัยน์ตาที่แลดูเซื่องซึม ค่อยๆ เลื่อนลงจากฟ้าสีหม่นไปทางเสียงครวญของเพื่อน ซึ่งกำลังกุมกระเพาะไปพลาง สตาร์ทรถมอเตอร์ไซค์ไปพลาง ไม่รู้เครียดเพราะโน้ตบุ๊ก คู่บุญซ่อมไม่ได้เสียที หรือเครียดเรื่องอื่น
ตอนนี้เวลาห้าทุ่ม อากาศเย็นกัดริมฝีปากให้แห้งแตกเป็นริ้วๆ ยามที่ลิ้นพาน้ำลายไปสัมผัส กลับเผลอคิดถึงเรื่องไม่เป็นเรื่องจนลืมความเจ็บอยู่ทุกครั้งไป
คริสต์มาสผ่านพ้นทิ้งเพียงความรู้สึกเย็นชาไม่ต่างจากเกล็ดน้ำแข็งไว้เบื้องหลัง ไม่มีของขวัญอะไรอยู่ในถุงเท้ากระทั่งไม้ขีดไฟสักก้าน ตาแก่อ้วนชุดแดงลากเลื่อนจากไปโดยไม่ชายตามามอง พวกเราเลยหิ้วของขวัญที่นำพาความสุขไปแจกจ่ายให้กับเหล่าคนที่ไม่เคยได้รับสิ่งใดแทนเสียเอง
...อะไรเป็นตัวตัดสิน ว่าสิ่งที่คนๆ หนึ่งทำเป็นสิ่งดีหรือสิ่งไม่ดี...
...ถ้าหากอีกฝ่ายชอบใจคือทำถูก และไม่ชอบใจคือทำผิด...
...แต่ตัวเองกลับตัดสินไม่ได้ ว่าสิ่งที่ตนทำนั้นมันผิดหรือถูก....
เมื่อขี่รถมอเตอร์ไซค์ฝ่าเข้าไปในสายลมหนาว มันก็เปลี่ยนเป็นมีดที่เย็นยะเยียบตรงเข้าเฉือนร่างอย่างทารุณ จนคนขับแหกปากร้องลั่นขณะที่คนซ้อนท้ายยังคงนั่งมองควันสีขาวที่เกิดจากการผ่อนลมหายใจออกมา เสื้อโค้ทตัวหนาถูกกุมกระชับแนบชิดกาย แต่ลมก็ยังพัดผ่านเข้ามาจนสะท้านไปถึงขั้วหัวใจ
ประมาณสิบนาทีก็ถึงจุดนัดหมาย เพราะเป็นคืนหลังวันคริสต์มาสที่แสนครึกครื้นล่ะมั้ง จึงทำให้บรรยากาศบริเวณป้ายจอดรถประจำทางหน้าสวนสาธารณะแห่งนี้ดูหงอยเหงา คนทั้งคู่ที่เพิ่งมาถึงชะงักเท้ากึก เมื่อเห็นร่างที่ควรจะสลบไสลราวถูกใครฆาตกรรมในห้องปิดตาย มายืนส่งประกายผู้ดีข้างชายอีกคนที่ดูยังไงก็ผู้ร้ายข้ามแดน
เมื่อชายผมสีอ่อนชูมือทั้งสองขึ้นสุดแขน ทักทายคนที่รออยู่อย่างร่าเริง ซูบารุซึ่งกำลังนั่งยองๆ อยู่หน้าตู้ขายของอัตโนมัติก็ยืดกายขึ้นมองตาม แล้วปาอัดซองบุหรี่ที่เพิ่งกดออกมาเข้าฝ่ามือที่แบอยู่ของหัวหน้าทัวร์ ก่อนจะถามปนหัวเราะเมื่อเห็นสีหน้าบอกบุญไม่รับนั่น
"ก่อนออกมาลืมทาครีมเหรอมึง หน้าย่นเหมือนกางเกงลิงกูตอนเพิ่งเอาออกจากเครื่องเลย"
"ไม่คิดเทียบเปอร์เซนต์ความอับชื้นหรอกนะสัตว์ปีก แต่ก่อนเกลื้อนจะพาคันส่วนล่างจนเด้งขึ้นมา ช่วยรีบพูดให้เสื่อมเลย"
"เหี้ยนี่ซีเรียสจัง ไม่เคยได้ยินเหรอ คนเดียวหัวหาย สองคนเพื่อนตาย สามคนกลับบ้านสบาย สี่คนก็...."
"พากันฉิบหายไงไอ้เวร"
ชายผิวแทนยิงฟันกล่าวต่อสำนวนด้วยเสียงต่ำลากดินดูทะมึนทึน ส่วนคนที่มาด้วยก็ส่ายหัวอย่างจนปัญญาด้วยคำพูด จึงว่าจะไม่พูด ใช้กำลังเข้าประทุษร้ายกันเลยดีกว่า โยโกยาม่าคว้าผมจุกเพื่อนบ้ามาเขย่าอย่างไร้ปราณีอย่างกับสั่นติ้วเสี่ยงเซียมซี ก่อนดึงหนังยางที่มัดจุกอยู่มาดีดใส่ปากแถมให้อีกที ( "ต้นเหตุโรคกระเพาะกรูเนี่ยมาจากพวกมึงช่วยกันเสกความวัวความควายเข้าท้องไม่หยุดเนี่ยแหละ!" )
"จะโมโหทำไมกันเนี่ย! เด็กกูเอามาก็หมายความว่าจะดูแลเอง มีปัญหาอะไรกันนักหนา"
"โอ้ย! เบื่อจะพูดแล้ว! เอาเวลาพูดบอกมึง ไปอาบน้ำน้องหมีใน face book ดีกว่า!"
"ไม่ได้อาบสองวันแมลงวันตอมหึ่งแล้วมั้ง ?"
"ก็เพราะใครกันเล่า!"
"ไม่ใช่เพราะฉันนี่!"
แล้วทั้งคู่ก็ต่างเดินแยกออกจากกันท่ามกลางความตื่นตระหนกของนายแบบหนุ่ม ที่กำลังหันซ้ายทีขวาทีทำอะไรไม่ถูกราวเด็กเห็นพ่อกับแม่ทะเลาะกัน และพอสึบาสะทำท่าจะเดินไปทางป้ายรถเมล์ยังที่ที่โยโกยาม่ายืนอยู่ นายแบบหนุ่มจึงก้าวข้ามรั้วเหล็กสีเขียวที่สูงประมาณเอว กะว่าจะไปอยู่ข้างซูบารุซึ่งกำลังยืนกุมท้องอยู่ข้างป้อมตำรวจให้มันสมดุลกัน แต่พอทำแบบนั้นคนที่เดินนำหน้าก็หันมาคว้าแขนไว้หมับ ร่างทั้งสองกระตุกด้วยความตกใจ
เป็นเรื่องปกติที่ทาคิซาว่าจะสะดุ้งแต่เจ้าของมือทำไมต้องตกใจตามด้วยเล่า คนถูกจับอยู่จึงถามด้วยสายตาว่ามีอะไรหรือเปล่า แต่ฝ่ายนั้นกลับทำหน้าเหมือนถูกจาพนมตบบ้องหู
...ใคร...มัน...จะไปรู้...ว่ามือมันอยากทำอะไรเล่าเว้ย !....
"อย่าไปไหน อยู่ข้างๆ ฉัน"
เหมือนสึบาสะจะได้ยินปากของตัวเอง ส่งเสียงพูดขมุบขมิบอยู่ใต้ไรหนวดบางๆ ที่จบประโยคอย่างรวดเร็ว อย่างกับมีตัวอะไรโผล่แว้บออกมาบังคับขากรรไกรและลิ้นไก่ แล้วม้วนตัวกลิ้งหายไปอย่างทันควัน
อา...อยากจะกระอักเลือด
มันคงเป็นวิวัฒนาการของตะขาบตรายายแก่วรนาฎสายพันธุ์ใหม่ 2009 ที่แอบอยู่ตามซอกฟัน หรือมันอาจจะเป็นการบุกรุกประสาทส่วนซีรีบรัมของมนุษย์ต่างดาว M150 ที่ระดมยิงคลื่นแทรกติดๆ ดับๆ แบบเดียวกับระบบฮัชท์ เข้าสมองมาแก้แค้นเนื่องจากดื่มพรรคพวกมันเกินวันละสองขวดเป็นประจำ หรือ...
"อืม!"
คนถูกสั่งพยักหน้าตอบรับแรงอย่างร่าเริงพร้อมกับส่งรอยยิ้มชื่นตามาให้ ทำเอาหมดแรงจะหาเหตุผลใดๆ มาใช้อ้าง เพราะกระทั่งสูตร mc กำลังสองเจ้าจักรวาล ขึ้นชกป้องกันตำแหน่งกับทฤษฏีควอนตัมเทเลวิชั่นยังเทคลิมิตเข้าใกล้ศูนย์ไม่ได้ หัวก็อยากจะเซตว่างด้วยประการทั้งปวงแล้ว
สรุปดังนั้นจึงขึ้นไปนั่งบนรั้วเหล็กหันหลังใส่ ก้มหน้าก้มตาหยิบซองบุหรี่ขึ้นมาแกะด้วยมือที่สั่นกึกๆ อย่างกับคนติดเหล้า ยุติประโยคสนทนาเมื่อครู่เอาดื้อๆ
ไม่นานนักลมที่เกิดจากรถเมล์เที่ยวสุดท้ายของวันก็ผ่านมาปะทะใบหน้า ทำให้คนที่กำลังจุดบุหรี่อังมือเข้าไปใกล้ไฟมากขึ้น เพียงจุดเล็กๆ กลิ่นไหม้กลับกระจายทั่วบริเวณ ทาคิซาว่ากระแอมเบาเพราะระคายคอ แล้วเสียงของผู้ที่กำลังลงมาจากรถโดยสาร ก็เบนความสนใจให้ทุกผู้ทุกนายรีบหันไปมอง
"หนุ่มๆ มานั่งทำอะไรกันอยู่ตรงนี้จ้ะ ? หรือว่าไม่รู้จะไปเที่ยวที่ไหน แวะร้านพวกพี่ไหมจะบริการให้พิเศษเลย"
สัญญาณเตือนภัยเกย์ในหัวเหมือนจะถูกกระทุ้งด้วยด้ามขวาน สึบาสะสำลักควันบุหรี่แค่กหันขวับไปทางโยโกยาม่าที่กำลังสืบเท้าถอยหลัง หลีกทางให้เหล่าสตรีผู้ใส่รองเท้าส้นสูงเบอร์สิบเอ็ดผ่านอย่างกลัวเกรง แต่แล้วภาพในตาก็พลันเปลี่ยนวูบ เมื่อถูกคนข้างหลังยกข้ามรั้วหนีมาอยู่อีกฟากพร้อมกับกดร่างของตนให้จมเข้าไปในแผ่นอก ในหัวไม่รับรู้อะไรนอกจากความอุ่นที่ซึมเข้าผิวกาย กับกลิ่นหอมหวานที่เข้ามาแทนที่นิโคตินซึ่งคั่งค้างอยู่ในปอด
"เอ่อ...คือ...ขอบคุณครับ ไม่เป็นไรครับ"
ทาคิซาว่าพูดตะกุกตะกักพร้อมกระชับวงแขนแน่นขึ้นอีก พร้อมลากร่างไร้วิญญาณที่กอดอยู่เดินถอยหลัง ทำให้พวกคนที่อยู่อีกฟากของรั้วเหล็กกั้นเริ่มมองหน้ากัน โยโกยาม่าจึงเดินหน้าซีด ลากขาเข้าไปทางกลุ่มคนพวกนั้น
"ฟังดูดีนะ ที่ไหนล่ะ ?"
"ร้านอยู่ตรงหัวมุมถนนถัดจาก..."
"เปล่า บริการพิเศษที่ว่าเนี่ย ถึงที่ไหนล่ะ ?"
ว่าจบก็ตามด้วยเสียงหัวเราะในลำคอเย้ยหยันฟ้าดินเหมือนคนจิตหลุด อุทิศร่างเป็นศูนย์กลางเสียงวี๊ดว๊ายทุ้มๆ ใต้บรรทัดห้าเส้นและการแต๊ะอั๋ง ให้คนร้ายที่เหลือหัวเราะจนน้ำตาเล็ด กระทั่งพวกคนแปลกหน้าเก็บข้าวเก็บของที่กระจายอยู่กับพื้น ถอนทัพจากไป เหลือเพียงรอยลิปสติกนับสิบรอยบนใบหน้าขาวซีดของพ่อหนุ่มเนื้อหอม ที่ตอนนี้กำลังดึงคอเสื้อยืดใต้โค้ทหนาขึ้นมาเช็ดหน้าลวกๆ
"ทำไมต้องเป็นฉันที่ซวยทุกทีด้วยวะ ?"
ว่าจบก็ตวัดตาขวางใส่คนที่ยังคงกอดหัวหน้าอยู่ ฝ่ายนั้นรีบปล่อยมือทันที ขณะที่ซูบารุวิ่งรี่ถลาเข้ามากอดคอโยโกยาม่าบ้าง เจ้าตัวโวยลั่น "ใจเย็นๆ เว้ย ! เฮ้ย ! ล้วงอะไรแหกตาดูบ้างสิโว้ยไอ้บ้านี่ !"
กระดาษเปล่าขนาดเท่านามบัตรใบหนึ่งร่วงจากอกเสื้อของคนร่างสูงกว่า ไม่มีค่าใดในสายตาชายผมประบ่าที่วิ่งตรงดิ่งย้ายมาล็อกคอเพื่อนอีกคน พร้อมยัดธนบัตรที่ถูกม้วนกลมเข้าไปในกระเป๋าเสื้ออีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว เมื่อเห็นคนที่ไม่รู้เรืองรู้ราวกำลังมองมา ก็รีบดึงสึบาสะออกไปสุมหัวสนทนาเสียไกล
"ฉันนัดรายสุดท้ายแกไว้เที่ยงคืนว่ะ แต่เรือมาตี 1 ครึ่ง"
"อ้าวเวร ที่นั่นทั้งติดน้ำทั้งทางลม หนาวจะตายหอง จะให้ฉันไปรอทำไมตั้งชั่วโมงกว่า"
"ชริบ หนาวก็หาเนื้อห่มแก้หนาวสิ อ่ะ! คราวนี้ไม่พลาดแน่ ทำเอง ชงเอง สบายใจเอง"
พูดพร้อมหยิบหลอดแก้วคล้ายหลอดน้ำหอมขนาดทดลองแต่บรรจุของเหลวสีขาวขุ่นอยู่ยัดใส่กระเป๋าเสื้ออีกข้างของคู่สนทนาที่หันขวับมามองอย่างไม่เชื่อหู "จะสั่งเขาทำก็กลัวอีกตัวรู้ เลยเลาะจากเซฟมาผสมให้ว่ะ ลองดูแล้วกัน ตรงนั้นไม่มีใครผ่านหรอก อีกตัวเดี๋ยวถ่วงเวลาให้ เชิญรับโบนัสหลังงานตามสบายเลย"
"เล่นไม่เลิกเลยนะ ถ้ากูไม่เป็นเกย์นี่มึงนอนตายตาไม่หลับใช่ไหม"
"เฮ้ย ถ้าหัวเทียนไม่บอดก็ทำๆ ไปเหอะ มันไม่ต้องท้องสืบทอดยีนชั่วแกก็อย่าคิดมากน่า"
จบคำก็ดันศีรษะคู่สนทนาให้ออกห่างก่อนเดินไปสตาร์ทรถออกไป โยโกยาม่ารีบกระโดดขึ้นมอเตอร์ไซด์อีกคันแล้วตามอย่างรวดเร็วด้วยความกลัวว่าปล่อยฝ่ายนั้นห่างสายตาเดี๋ยวจะเกิดเรื่องยุ่งยากอีก ทิ้งให้ชายผิวแทนยืนหน้ามุ่ยกับจำนวนเงินและของที่ฝ่ายนั้นทิ้งไว้ให้
....เพิ่งรู้ตัวว่าคบเพื่อนเลวก็วันนี้แหละ....
"เอ๋ เราไม่ได้ไปทำงานด้วยกันเหรอ ?" ทาคิซาว่าถามเมื่อเห็นคนทั้งสองคนพากันขี่รถออกไป ทำเอาคนฟังต้องหยุดประเมินสถานการณ์ครู่หนึ่ง
"ซูบารุมันนัดนายว่ายังไงนะ ?"
"ไม่ได้บอกอะไรเลย บอกแค่ว่าให้มาช่วยงาน ก็นึกว่าจะให้ไปทำงานก่อสร้างแถวนี้ซะอีก"
"งั้นคงเข้าใจผิดกันนิดหน่อยล่ะ ว่าแต่อยากไปทำอะไรไหม มีเวลาอีกสองชั่วโมงกว่า"
หัวหน้าคนร้ายหันมาถามตัดบท พลางมองเจ้าคนช่างคิดขมวดคิ้วสงสัย แล้วคำถามที่ไม่ผิดจากที่คาดไว้ก็ออกมา "ทำไมดูรีบจัง หรือว่าเราจะไปกันวันนี้ ?"
สึบาสะพยักหน้าเบาแล้วหันไปทางอื่นคล้ายไม่ใส่ใจ คอยอีกฝ่ายที่ดูจะตกใจกับข่าวค่อยๆ ก้มหน้ามองพื้นด้วยสีหน้าหม่นหมองให้กลับสู่อารมณ์ปกติ ทาคิซาว่ากล่าวเสียงแผ่วโดยไม่มองมา มุมปากที่ฝืนยิ้มสั่นนิดๆ อย่างห้ามไม่อยู่
"เร็วจังเลยเนอะ"
"ช้าไปต่างหาก จากนี้เรามีเรื่องที่ต้องทำอีกเยอะเลย อย่างเช่นไปหาสาวโนตมๆ อะไรทำนองนั้น"
พูดพลางยกมือที่เปลือยเปล่าขึ้นมาถูไล่ความหนาวก่อนยกมือขึ้นดูเวลา เสียงพูดตอบทำให้คนฟังเงยหน้าขึ้นมอง 'เรา' ในที่นี้หมายความว่ายังไม่ได้จากไปทันทีสินะ หรือจะเป็นแค่คำพูดปลอบใจ
แต่เพียงแค่นั้นก็ทำให้รู้สึกดีขึ้นมา ทาคิซาว่าชะโงกคอตามมือข้างนั้นด้วยความสงสัย "นั่นใครให้มาเหรอ ?"
พ่อเจ้าชายถามด้วยน้ำเสียงสนใจใคร่รู้ ดวงตากลมจ้องแป๊วไปที่นาฬิกาเรือนสีเงินที่ประดับอยู่บนข้อมือซ้าย เจ้าตัวหรี่ตามองแล้วยักไหล่ บ่งว่าไม่สำคัญอะไร
"เห็นสวยดีเลยซื้อมาใส่เล่นๆ น่ะ"
"นาฬิกานั่นผมเคยถ่ายโฆษณาให้ด้วย"
"อาหะ"
"มันขายเป็นคู่ล่ะ"
คราวนี้คนถูกถามจึงสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนค่อยๆ หมุนคอกลับมามองใบหน้าของคู่สนทนาด้วยสีหน้าสุดแสนเซ็ง แล้วกล่าวชัดถ้อยชัดคำ
"ถูกทิ้งครับ มีปัญหาไหมครับ"
ทาคิซาว่าสั่นหัวดิก ก่อนจะหัวเราะแหะแหะ "เมื่อเช้าอาจารย์เล่าเรื่องให้ฟังเยอะเลย เล่าด้วยว่าคุณจีบใครไม่เก่ง ถ้าอยู่กันสองคน ใครๆ ก็เลือกเขา คุณก็เลยอกหักอยู่ประจำอย่างไม่รู้สาเหตุ"
เหมือนขมับคนฟังจะเกิดเส้นเลือดขอด สึบาสะแสยะยิ้มมุมปาก
...ไอ้พกลม...
คนไม่รู้เรื่องราวยังคงพูดต่อ " แล้วก็เลยกำชับผมว่าให้ผมช่วยสอนคุณด้วยล่ะ แต่ความจริงคือผมก็ยังไม่เคยเริ่มเข้าไปพูดกับใครก่อนเลย ให้สอนคงไม่ไหว แต่คิดว่าถ้าลองช่วยดูก็คงพอไหว ไหนๆ ก็จะ...ก็อยากจะตอบแทนอะไรกลับบ้าง"
ถึงตรงนี้คนฟังถึงร้องอ้อในใจ เพื่อนช่างเข้าใจส่งบอลยาวหวังยิงหน้าโกลโดยแท้ นายแบบหนุ่มยิ้มถาม
"ที่นี่บ้านคุณใช่ไหม ปกติมีที่เที่ยวที่ไหนดีๆ เหรอ"
"ดีสุดนี่ม่านรูดเลย" ว่าแล้วก็ตบเข่าฉาด คำตอบออกมาทันทีราวเส้นประสาทแหกด่านหยุดตรวจค้นคนต่างด้าว อีกฝ่ายก็ไล่ตามทันทีเหมือนกัน
"บ้าจัง! ทำไมเป็นอย่างนั้นได้ล่ะ ?"
"แล้วมันควรจะเป็นอย่างไหนล่ะ ถ้าไม่ใช่เที่ยวเธค กรอกเหล้า เข้าม่านรูด หรือนายว่าไง ?"
"ไม่ว่ายังไงทั้งนั้นแหละ ของแบบนี้มันต้องให้อีกฝ่ายตัดสินใจไม่ใช่เหรอ ?"
"อ่ะเหรอ ? แล้วถ้าอีกฝ่ายให้เราเป็นฝ่ายตัดสินใจ นายจะพาไปไหน ?"
"อืม...ก็คงจะไปดูหนังหรือสวนสนุกล่ะมั้ง แล้วก็พาไปซื้อของที่อยากได้ หาร้านน่ารักๆ นั่งกินอะไรเบาๆ หัวค่ำก็เดินไปส่งถึงหน้าบ้าน ทำนองนี้น่าจะโอเคล่ะมั้ง"
สึบาสะพยักหน้าเข้าใจ จากนั้นก็หยิบเงินในกระเป๋าเสื้อมานับดู...นับอิท่าไหนก็แบงค์พันสามเด้งไม่ขาดไม่เกิน
...เกิดมาเพิ่งได้รู้ ว่าเฮโรอีน 1 กิโล มีค่าแค่สามพันเยน...
"ฮิเดะคุง เคยกินโอเด้งข้างทางไหม ?"
"เอ๋~จะพาไปเหรอ ?" คนฟังตอบรับด้วยน้ำเสียงร่าเริง
"ร้านอยู่ตรงใต้ถนนนั้น เดินไปราวๆ สิบนาที พอดีเถ้าแก่แกเป็นแฟนมวยปล้ำด้วย ชอบเปิดทีวีให้ลูกค้าดูประจำ"
ทาคิซาว่าจะพูดแซวตัวเองให้ดูขำขันว่าดูก่อนนอนอย่างนี้ เดี๋ยวก็ได้เรื่องเหมือนคืนก่อนอีกหรอก แต่ก็ไม่ได้พูดไป รู้สึกตัวอีกทีก็มีมือของคนที่กำลังก้าวเท้าจะเดินนำไป เอี้ยวตัวกลับมา
"ทำหน้าหมาหงอยอีกแล้ว บอกสิว่าเหงาอีก เอามือเฮียไปจับเรียกไออุ่นไหม?"
"ไม่ได้ทำสักหน่อย อีกอย่างผู้ชายเขาไม่จับมือกันเดินหรอก"
ถึงตรงนี้สีหน้าบึ้งตึงเหมือนงอนอยู่ก็พลันเปลี่ยนเป็นยิ้มขำพาให้สังหรณ์ใจไม่ดีทันใด สึบาสะเลื่อนสายตาลงมามองมือตัวเองอย่างหวาดๆ ก่อนจะสูดลมหายใจเข้ายาวและก็หยุดไปอย่างนั้นกะให้มันสิ้นใจตายตรงนี้ไปเลย
...พาร์กินสัน...ดูดมือ...
...ได้ยังไง ?...
"โธ่เอ้ย ทำเป็นเก่ง"
คุณเจ้าชายพูดกลั้วหัวเราะแล้วเข้าประคองมือที่สั่นค้างอยู่อย่างนั้นมากุมไว้ พลันตกใจที่เห็นมือเปล่าทั้งเย็น ทั้งแตกเป็นริ้วเล็กๆ จนเลือดซึมออกมาตามรอยแยก จึงรีบคว้ามืออีกข้างที่กำอยู่ข้างตัวมาจับรวบไว้ด้วยกันแล้วตั้งหน้าตั้งตาเป่าให้ไออุ่นเสียยกใหญ่ตามหลักสูตรวิชาลูกเสือสามัญ หวังจะคลายความหนาวลงได้บ้าง
พฤติกรรมมนุษย์ที่ไม่เคยถูกกระทำด้วยมาก่อน ทำให้สึบาสะทำอะไรไม่ถูก ได้แต่ยืนตัวสั่นเหมือนใครเอาพัดลมมาเปิดเบอร์สามแล้วกดค้างจ่อกลางหลัง ใบหน้าร้อนผ่าวถึงใบหู ดวงตาจับจ้องไปที่ท่าทีที่ใสซื่อของคนตรงหน้าด้วยใจที่ไม่บริสุทธิ์ ได้แต่หักห้ามใจไม่ให้คว้าจับผมสีอ่อนที่ดูนุ่มนิ่มตรงหลังศีรษะ ให้เงยขึ้นสัมผัสริมฝีปากตนแทนมือที่น่าอิจฉา
...ซูบารุ...ไอ้เพื่อนเวร.....ให้ฝูงยันม่าชนเหอะ.....
...สามพันกูถอยกล้องวีดีโอไม่ได้....
"ยืนตรงนี้มันหนาว ใส่ถุงมือผมไปก่อน แล้วค่อยเข้าไปหาซื้ออีกคู่ในร้านดีกว่า" ว่าจบก็จัดแจงดึงถุงมือตัวเองจะใส่ให้ แต่ฝ่ายนั้นกลับชักมือหนี
"ใส่ไม่ได้น่ะ มัน...ไม่สะดวก" เขาพูดพร้อมกับยักไหล่ขึ้นน้อยๆ ไม่สะดวกที่พูดถึงก็คือจับอาวุธไม่สะดวก แล้วก็ป้องกันตัวเองไม่สะดวก คนฟังเข้าใจแต่ก็อดหงุดหงิดไม่ได้
"แต่มือมันแตก"
"ก็ต้องปล่อยไป"
ชายคนร้ายว่าพร้อมกับยกมือขึ้นเป่าแก้หนาวบ้าง สึบาสะส่งยิ้มให้กับความคิดชั่วครู่ ที่ว่ากลางอกตนก็มีสิ่งที่ขนาดพอๆ กับกำมือหนึ่งและก็มีริ้วเหมือนกันทั้งที่ไม่ได้ถูกลมหนาว แต่บางคราวพอได้เจอได้ฟังอะไรดีๆ จากคนตรงหน้าก็อบอุ่นขึ้นมาบ้าง แต่แล้วก็ถูกทาคิซาว่าซึ่งดึงผ้าพันคอขึ้นปิดครึ่งหน้า จนเห็นคิ้วสวยได้รูปขมวดแน่นเด่นชัด เข้าคว้ามือทั้งสองยัดใส่กระเป๋าเสื้อโค้ท เดินเร่งฝีเท้าข้ามถนนไปร้านสะดวกซื้อ
..................................................
"อันนี้ไม่ลื่นแต่ว่าไม่ค่อยให้ความชุ่มชื้นเท่าไหร่ อันนี้ดีหน่อยแต่ค่อนข้างเหนียวมือ อันนี้ไม่เหนียวแต่ว่ากลิ่นค่อนข้างแรง ราคาแพงกว่านิดหน่อย อันนี้บำรุงเล็บด้วย ส่วนยาทาแผลแตกมีสี่ยี่ห้อ ฯลฯ"
รู้ตัวอีกทีก็มายืนหน้าชั้นวางขายครีมทามือกว่าสิบแบบ โดยมีนายแบบกิตติมาศักดิ์มาขึ้นโพเดียมบรรยายสรรพคุณสินค้าที่ตัวเองเคยโฆษณามาแล้วให้ฟังราวกับจบหลักสูตรการค้ามาจากแอมเวย์ระดับไดมอนด์ จนพนักงานแอบอาศัยใบบุญมายืนฟังเก็บข้อมูลด้วย
เพื่อป้องกันการตกเป็นจุดสนใจและการพิโรธของคุณชายบางคน จึงกะว่าจะเลือกๆ ไปสักอย่างให้เสร็จเรื่องสิ้นราวไป แต่พอหันมาอีกที เจ้าตัวก็ไปยืนดี๊ด๊าอยู่หน้าแผงหนังสือแล้ว พอคุณเจ้าชายเริ่มยิ้มแป้นจนแก้มบุ๋ม หลังจากหยิบหนังสือปลุกใจเสือป่าขึ้นพลิกหน้าพลิกหลังและดมกลิ่นพลาสติก คนดูก็เริ่มเส้นกระตุกอย่างบอกไม่ถูก
...ไม่รู้มันจะปลุกตัวเองทำไมตอนที่กำลังออกมาเดินเล่นแบบนี้...
สึบาสะเผยยิ้มร้ายเดินไปตู้แช่น้ำหยิบน้ำผลไม้ชูการ์ฟรีกับเบียร์ออกมาอย่างล่ะหนึ่งกระป๋องใหญ่ตามครีมทามือราคาแพงสุดในชั้นลงไปในตะกร้าแดง จากนั้นก็โยนมันฝรั่งอีกสองกระป๋องขณะเดินไปที่เคาท์เตอร์เตรียมจ่ายเงิน เท่านั้นแหละเจ้าตัวดีรีบวิ่งถลาเข้ามายืนข้างทันที ประมาณว่าบินได้บินมาแล้ว
"นี่....ซื้อสองเล่มนี้ให้หน่อยได้ไหม...ได้ไหมครับ ?"
ทาคิซาว่าอ้อนถามเสียงหวานพร้อมโชว์หน้าปกนิตยสารผู้หญิงที่ยังคงนุ่งน้อยห่มน้อยไม่สะท้านแม้หน้าหนาวให้ดู พร้อมส่งสายตาทำลายล้างคนใจแข็งเต็มที่ เป็นประโยคคำถามที่ดูองศาไหนก็เอาความน่ารักเข้าบังคับปาดคอชัดๆ
"อยากได้เหรอ ?"
เจ้าตัวถามกลับบ้างขณะจ่ายเงินค่าสินค้าให้พนักงาน ก่อนจะยิ้มโชว์ฟันขาวออกแนวทะเล้นให้คนที่กำลังพยักหน้าถี่ จากนั้นก็นับเงินทอนในมือที่มีแต่เศษเหรียญให้ดู....35 เยน
"ทั้งเนื้อทั้งตัวมีเหลือแค่เท่านี้แหละ น่าเสียดายนะ ตังค์ไม่พอจ่ายแล้วล่ะ"
"เอ๋~~~"
"จะเอ๋ทำไม บอกว่าไม่พอก็ไม่พอสิ ข้าวของเดี๋ยวนี้มันแพงทำไงได้ ออ ว่าจะไปสูบบุหรี่หน่อยเมื่อกี้มันตก ถ้าแพ้ควันอีกสองนาทีค่อยออกมา"
ว่าแล้วก็เปิดกระป๋องมันฝรั่งมาเคี้ยวกรุบๆ โชว์ก่อนจะเดินแกว่งถุงออกนอกร้านไปอย่างอารมณ์ดี ให้อีกฝ่ายได้แต่มองตามอ้าปากค้างพูดอะไรไม่ออก
อะไรกัน....จะไปกินข้าวแล้วซื้อขนมไปตุนทำไมตั้งเยอะตั้งแยะอ่ะ ?
โหดร้ายที่สุด
นายแบบหนุ่มเดินหงอยกลับไปยืนหน้าแผงหนังสือตามเดิม รอเวลาสองนาทีตามคำบอก เห็นแล้วใจก็นึกเสียดาย ไม่รู้เมื่อไหร่จะได้ดู เล่มนี้คนที่ชอบก็ออกเยอะ อีกเล่มก็ด้วย แต่พอกวาดตาไปดูอย่างอื่นบ้าง ก็เผลอถอนหายใจอย่างไม่รู้ตัว
น่าใจหาย...เวลาแค่สองอาทิตย์ ตัวตนกว่ายี่สิบปีบนสื่อต่างๆ กลับหายไปอย่างรวดเร็วราวกับเห็นตนเป็นตราบาป ก็รู้ดี...ว่าไม่มีบริษัทไหนหรอกจะอยากได้นายแบบพร้อมกับคอนเซปที่ว่าหายไปอย่างลึกลับและไม่รู้เป็นหรือตาย
...เวียนหัว...คลื่นไส้จนต้องบังคับหลับตาลง พอทำแบบนี้ก็เหมือนตัวเองกำลังร่วงหล่นลงไปเรื่อยๆ...
...มืดและเงียบงัน...
ก๊อกๆ
เสียงเคาะกระจกเรียกให้เงยหน้าขึ้นมอง แล้วก็ต้องหัวเราะพรืดเมื่อเห็นใบหน้าที่แนบกระจกไว้เสียบูดเบี้ยวผิดรูปอย่างกับกบโดนรถสามล้อปากคลองตลาดเหยียบ สึบาสะกวักมือเรียกให้อีกฝ่ายออกมาขณะที่ตนเองก็เดินไปรับทางหน้าประตูร้านด้วย
"จะหดหู่อะไรกันนักหนา เอาไปซื้อไป แค่เล่มเดียวพอนะ"
ชายคนร้ายบอกพร้อมดึงแบงค์พันยับๆ ใบหนึ่งยื่นให้ แต่ทาคิซาว่าเห็นเพียงแค่รอยยิ้มที่อ่อนละมุนระบายอยู่บนใบหน้าของอีกฝ่าย มือที่ยื่นไปหา จึงเข้ากอบกุมมือเรียวไว้อย่างเหนื่อยล้า ก่อนยืนนิ่งเหมือนกับรูปสลักที่สิ่งใดก็ไม่สามารถซึมผ่านเข้าไป ทั้งคู่ยืนเฉยอยู่เช่นนั้นจนคนผมสีน้ำตาลอ่อนกล่าวถามเบา
"จับมือได้ไหม ?"
"ก็จับอยู่ไม่ใช่เหรอ ?"
สึบาสะตอบกลับด้วยเสียงที่ค่อยพอกัน แต่ทั้งเสียงตอบรับที่ฟังดูห้วนกว่า และมือเย็นเฉียบที่ขยับกุมมือของอีกคนให้แน่นขึ้น กลับทำให้รับรู้ถึงพื้นดินที่ตนยืนอยู่ เหมือนสิ่งที่มองไม่เห็นกำลังกลายเป็นรูปธรรม และถักทอจนเป็นพันธนาการที่ไม่ควรมี
...มือจึงพลันชักกลับทันที...
....................................
TBC
แอร๋ย์~~~ไม่รู้จะร้องทำไม ขอร้องไปก่อน เอิ้ก
ที่อ่านไปนั้น 12 หน้ากว่านะตัว > 3 < ) ตอนนั่งทำรูปภาพขึ้นตอนแล้วแอบหัวเราะ แบบว่า "คิดถึงจังเลยน๊า" อะไรทำนองนี้ 5555 เป็นครั้งแรกที่ทำแป้ปเดียวเสร็จ เพราะคิดไว้นานแล้วว่าทาคิซาว่าคุงรูปนี้มือเท้าใหญ่ดีจัง ตัวข้างๆ บางดี ( น่าลองบีบเอวเล่นดี )
จะหนึ่งปีแล้วนะกับฟิคเรื่องนี้ คนแต่งว่าอึดแล้วนะ คนอ่านอึดกว่า = w = ; เป็นทางนี้ รอให้เขียนจบแล้วขออ่านรวดเดียว 5555 ไม่ได้นะ ไม่ยอม ! *พ่นไฟ*
ไม่อยากบอกว่าปีนึงนี้ทำชีวิตคนแต่งกับหญิงชราที่มีหน้าที่พรูฟฟิค เปลี่ยนนิสัยการพูดไปมาก = [ ] = ถ้าใครอยู่ใกล้ตัวจะรู้ค่ะ ว่าค่อนข้างพูดจาไพเราะเกินเพื่อนอยู่ เดี๋ยวนี้ล่ะเดินไปสามก้าว สบถทีนึง ทำกันได้ลงคอนะคุณท่าน~~
ตอนนี้เป็นตอนที่แต่งยากตรงไหนก็ไม่รู้อีกตอนนึง - w - ; ก็...ก็ชอบอะไรกุบกิบๆ นะ แต่พอรวมฉากที่ตัวเองอยากจะเขียนแล้ว ก็ต้องเลือกระหว่างเอาคาแรคเตอร์หรือเอาฉาก เพราะบางทีมันหวานเกินไปล่ะนะ ก็เลยกวาดๆ ทิ้งเป็นกระบุง หงึ หงึ เจ็บปวดๆ หวังว่ารอบนี้ข้อมูลจะไม่หลุดนะ - D - ; เพราะตอนหน้ามีแค่ 7 หน้าเอง
ก่อนแต่งตอนใหม่ก็ลองวิวๆ ดูตอนก่อนๆ ว่าอารมณ์ประมาณไหน จะได้ต่อเรื่องถูก แล้วก็พบกับเรื่องน่าแปลกใจ ว่าตัวเองเรียกพีจังว่า ยามาชิตะ กับโทโมฮิสะไปแล้ว งั้นจินจังกะน้อง 7 คน ก็นามสกุลยามาชิตะกันสินะ
= [] =
เพิ่งรู้สึกตัวล่ะ 5555 แหม ยามาชิตะ จิน นี่มันฟังดูจั๊กกะเดียม
โอเค พูดได้แค่นี้ เดี๋ยวหลุด : 9 เจอกันเอนทรี่หน้านะเบ่เบ๋ > D < )/ ซียูววว
)
ผิดกฏมณเฑียรบาล

คราวนี่มีฉากให้ยิ้มเยอะเลย
ทักกี้ก็ยังชอบทำตัวให้หัวใจสึบะกระตุกบ่อยๆเหมือนเดิมเลย
ตอนกี้บรรยายสรรพคุณครีมทามือเล่นเอา อึ้งตามเลย
ได้กูรูมาไม่ต้องเลือกนานเลยที่นี่
ฉากสุดท้ายอบอุ่นจังเลยค่ะ
#1 By sora (58.9.165.76) on 2009-10-27 11:55