[fic FFXV]Notebook

posted on 25 Jan 2017 12:41 by tomei in FFXV

 

 

 

Fic Novelber Day29 :: Notebook

 

คุณค่าของชีวิตในแต่ละบุคคลนั้นเป็นปัจเจก ผู้ชายที่เกิดจากซอกหนึ่งของมุมถนนและเติบโตอย่างไร้การศึกษาอย่างผม ในกาลก่อนคงเป็นความสามารถในการหาเลี้ยงปากท้องให้อิ่มไปวันๆ หากแต่ปัจจุบันสิ่งนั้นก็แปรเปลี่ยนไป อาจเพราะชีวิตคือการเดินทาง ประสบการณ์ที่สั่งสมทำให้ระบบความคิดวิเคราะห์พัฒนาขึ้น

สิ่งที่ผ่านตาผมค่อนข้างมากกว่าเพื่อนอายุใกล้เคียงกัน นั่นเพราะว่าผมต้องเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆบ่อยครั้งด้วยหน้าที่ซึ่งได้รับมอบหมาย การส่งเอกสารลับสุดยอดซึ่งไม่สามารถเปิดเผยให้ใครล่วงรู้

ผมคือ...

“น้องหมา! แม่คะดูสิคะ มันวิ่งแบกอะไรก็ไม่รู้น่ารักจังเลย~”

‘ภารกิจลับครับเด็กน้อย’

ผมอยากหยุดยักไหล่เท่ๆให้ประชาชน แต่ด้วยความที่กำลังวิ่งติดพันอยู่จึงทำได้เพียงหันไปเห่าขานรับ ยกยิ้มโชว์เขี้ยวเสน่ห์แววแสงให้ทีหนึ่ง ความวาวจากอนุภาคเม็ดบีตจากยาสีฟันที่แปรงอยู่ทุกคืนคงอัดกระแทกหัวจิตหัวใจลูกมนุษย์ ถึงได้ส่งเสียงกรีดร้องจนติ่งจะระเบิด

ขอถอนหายใจให้กับความหน้าตาดีข้ามสปีชีย์...

อ๊ะ ผมแนะนำตัวค้างไว้ ผมอัมบรา สุนัขทรงเลี้ยงขององค์หญิงลูนาเฟรย่า นอซ เฟลอร์เรท แห่งเทเนแบร และเป็นราชองครักษ์คนสนิทที่นายให้ความไว้วางใจขนาดบอกเล่าเรื่องราวแห่งความลับนานับประการให้ได้รับรู้ ถึงเนื้อถึงตัวขนาดหาเห็บให้อีกต่างหาก

"....."

แค่วิ่งออกมาเพียงครึ่งวัน ใจผมก็กระหวัดถึงภาพรอยยิ้มของเธอยามขว้างจานร่อนเสียแล้ว ผมเงยหน้ามองดวงอาทิตย์ซึ่งถูกเหล่าใบไม้ในป่ารกข้างถนนบดบัง รอบนี้ผมว่าจะทำลายสถิติตัวเองโดยการไปหาองค์ชายน็อคทิสก่อนพระอาทิตย์ตกดิน แต่ความฉลาดและหล่อมากแม้จะเป็นพรสวรรค์แต่ไม่ได้ช่วยให้หมาดูนาฬิกาเป็น ผมรู้แค่ตอนนี้เป็นเวลาฤดูร้อนที่ดวงอาทิตย์ตกช้าและมีเวลาเหลือเฟือ เดินทอดทั้งสี่น่องพลางดมดอกไม้เล่นก็ยังไหว

‘โฮ่ง ! แกเป็นใคร ?’

เสียงเห่าถามทำให้ผมซึ่งกำลังมอบสารอาหารที่มีคุณค่าแก่ต้นไม้ใบหญ้าอยู่ชะงักค้าง ผมมองหัวหน้าฝูงหมาจรจัดซึ่งยืนอยู่หน้าลูกฝูงสิบกว่าชีวิตประหนึ่งทีมหางเครื่องลูกทุ่งเงินล้าน

'ข้าอัมบรา สุนัขทรงเลี้ยงและราชองครักษ์คนสนิทขององค์หญิงลูนาเฟรย่า นอซ เฟลอร์เรท แห่งเทเนแบร'

ผมนึกเสียดายว่าน่าจะแนะนำตัวตรงนี้มากกว่าส่วนต้นของเรื่อง จะได้ไม่ต้องพูดซ้ำกันให้เสียเวลาอ่าน   'ขณะนี้ข้ากำลังติดภารกิจอยู่ ถ้าการปรากฎตัวของข้าทำให้พวกเจ้าไม่ชอบใจก็ขอโทษด้วย ข้าจะไปเดี๋ยวนี้แหละ'

ผมบอกด้วยความสุภาพระหว่างใช้เท้าหลังตะกุยดินขึ้นมากลบอึอย่างเคร่งขรึม ประกายขุนนางพาให้แว่วเสียงหมาสาวสามสี่ตัวกรี๊ดกร๊าดเป็นBGM แต่นั่นย่อมไม่เป็นผลดีเท่าไหร่เพราะตัวเมียถือเป็นสินทรัพย์ของฝูง แถมผมยังไม่มีท่าทีศิโรราบยอมเข้าไปดมก้นด่างๆนั่นเพื่อแสดงความนบนอบเสียด้วย

'ชิ ก็แค่สุนัขรับใช้ ว่าแต่ห่อผ้าบนหลังนายนั่นอะไร อาหารหรือเปล่า'

หัวหน้าฝูงหมาจรจัดถามอย่างหัวเสีย ผมส่ายหัวเบา

'ไม่ใช่หรอก แต่บอกไม่ได้'

'ส่งมาข้าจะเอา'

'ไม่ได้'

ผมบอกปฏิเสธพลางออกตัววิ่งหนีออกไปก่อนเพราะรู้ว่าพูดต่อรองไปก็คงไม่ได้ความ โดยมีเสียงหัวหน้าหมาคำรามสั่งก้องราวราชสีห์หนุ่ม

'จับมันนนนนนนนนน!!!!'

ลูกฝูงทุกตัวกระโดดเหยงวิ่งแยกเขี้ยวตามมาเป็นพรวน เสียงเห่าระงมดังก้องไปทั่วป่า มันฟังดูน่ากลัวว่าถ้าหยุดชะงักสักนิดร่างของผมคงถูกเขี้ยวนับสิบรุมจู่โจม แต่ในหัวใจที่กล้าแกร่งไม่รู้สึกอันใด รอยแผลเป็นตามร่างกายผมเป็นสิ่งที่บอกได้ว่าผมไม่ใช่พวกนิยมชมชอบการวิ่งหนี เพียงแต่ถ้าระหว่างการต่อสู้เกิดสมุดโน้ตแสนสำคัญถูกลูกหลงเข้า ทั้งท่านลูน่าเฟรย่าและท่านน็อคทิสคงผิดหวังที่ผมไม่สามารถทำหน้าที่ของตัวเองได้ ผมอาจจะเป็นหมาตกงาน คอยนั่งหาเหามาหงายเพื่อให้หายเหงาไปวันๆ

ผมตัดสินใจออกจากส่วนของป่า วิ่งกระโจนขึ้นไปตามไหล่ทางถนน ทันใดนั้นสายตาอันคมกริบของผมเหลือบไปเห็นเจ้าลูกหมาหน้าตาคล้ายจ่าฝูงกำลังวิ่งดุ้กดิ้กหางชี้ตั้งข้ามถนนมาหา โดยไม่รู้ว่าถนนเส้นนี้มรณะแค่ไหน เมื่อหลายวันก่อนยังมีข่าวคนที่กำลังเข็นรถเสีย ถูกรถสวนมาชนและลากร่างไปไกลริบ

เจ้าหนูนั่นวิ่งตัดหน้ารถยนต์ซึ่งกำลังพุ่งตรงมาด้วยความเร็วสูง ด้วยสัญชาตญาณความพระเอก ผมจึงกระโดดโหม่งเจ้าเด็กน้อยออกไปให้พ้นอันตราย ร่างของผมลอยเข้าปะทะกับรถยนต์คันนั้นเอง


………………………………………




ผมลืมตาตื่นขึ้นมาอีกคราท่ามแสงขาวที่ส่องวิบวับเข้ามาในตาราวกับนอนอยู่ท่ามกลางหมู่ดาว ความนุ่มที่นอนอยู่ไม่ใช่พื้นถนนอย่างที่ควรเป็น ผมพยายามปรับสายตาดูรอบกายว่าตัวเองอยู่ที่ไหน แต่ผมลืมไปชั่วขณะว่าเป็นหมา คงเพราะช่วงนี้ติดคิดเป็นภาษาคนมากไปหน่อย เช่นนั้นจึงเลือกหลับตาแล้วสูดกลิ่น ซู้ดดดดดดดด

แหวะ กลิ่นน้ำมันรถลอยอวลเต็มไปหมด แสบจมูกจนต้องลุกขึ้นไอค่อก เสียงหมาไอที่น้อยมนุษย์นักจะเคยได้ยิน เรียกให้เจ้าของสถานที่วิ่งเข้ามาดู

“ไง ตื่นแล้วเหรอ”

วัว เอ้ย หญิงสาวชาวมนุษย์คนหนึ่งเดินแบกหน้าอกสะบึ้มเข้ามาถาม พร้อมกับหยิบชามข้าวและอาหารเม็ดราคามาตรฐานเข้ามาให้ เวลานี้ผมรู้สึกระบมไปทั้งตัวจนไม่แน่ใจว่าจะกินมันลงไหม ว่าแต่...สมุดของผมล่ะ

ผมครางในคอ วนกายหา พยายามใช้บอดี้ลันเกวชสุดแรงเพื่อใบ้คำให้อีกฝ่ายเข้าใจว่าของสำคัญของผมหาย เธอร้องอ้อแล้วเดินไปหยิบมันมาคืนให้

“ขอโทษทีนะ พอดีฉันเรียกหมอมาตรวจนาย เลยต้องเก็บของออกก่อน”

แม่สาวนมวัวบอกกับผมซึ่งกำลังง่วนกับการตรวจเช็คสภาพสมุดโน้ตเล่มสีแดง โอเค มันสบายดีและไร้รอยถลอกใดๆ ผมจึงดุนจมูกลงบนสมุดให้เธอช่วยมัดมันกลับเข้ากับตัวผม  

“เธอนี่แข็งแรงกว่าที่คิด ตอนเจอนอนสลบอยู่ตรงถนนท่ามกลางเพื่อนๆที่มุงอยู่ ก็คิดว่าตายเสียแล้ว”

สาวน้อยคนนั้นเท้าเอวเอสข้างหนึ่งพลางยิ้มอย่างอ่อนใจก่อนจะช่วยจัดการมัดผ้าเข้ากับตัวผมตามคำขอ   “หมอบอกว่าเธอพักสักสองอาทิตย์ก็หายดีเหมือนเดิม ระหว่างนี้อยู่ที่นี่ไปก่อนนะ”

พอพูดจบเธอก็วางมือบนหัวผมแล้วลูบเบาๆ มือนั้นสากกร้านต่างจากท่านหญิงของผม ร่างนั้นผละจากไปเมื่อมีเสียงชายแก่ตะโกนเรียกซินดี้จากอีกห้องหนึ่ง นั่นคงเป็นชื่อของเธอ ฟังดูน่ารักประสาสาวชาวบ้าน

เอาเป็นว่าตอนนี้ผมกำลังบาดเจ็บหนัก แต่น่าเสียดายนักที่บาดแผลแค่นี้รั้งผมไว้ถึงสองอาทิตย์ไม่ได้ พอตกกลางคืนยามที่ทุกคนนอนหลับกันหมด ผมจึงลอบหนีออกทางหน้าต่าง

ผมหันไปมองบ้านหลังเล็กแล้วกล่าวขอโทษสาวน้อยในใจ อันที่จริงผมอยากจะหาดอกไม้สวยๆมาให้เธอเป็นการขอบคุณ แต่ผมมีแรงแค่เอาอาหารเม็ดที่เหลือมาเรียงเป็นรูปวงกลมรอบชามข้าวหมา ผมหวังว่าเธอจะรู้ความนัยว่าผมกำลังขอบคุณเธออยู่


…………………………………………….


...ตอนวิ่งนี่เจ็บซี่โครงชะมัดเลย ปวดเป็นบ้า...

หลังจากพบเจ้าชายน็อคทิสภารกิจของผมก็ถือว่าสำเร็จเสร็จสิ้นไปครึ่งทางแล้ว ผมภูมิใจกับแอคติ้งตัวเองเหลือเกินที่ทำให้อีกฝ่ายไม่สามารถจับพิรุธได้ นี่เหลือแค่กลับไปยังเทเนแบร แต่ถ้าใช้ทางตรงผมอาจจะต้องเจอฝูงหมาจรจัดอีก ส่วนทางอ้อมก็ไม่แน่ใจว่าจะเดินไหวหรือไม่

...หรือจะกลับไปหาซินดี้...

ผมสะบัดหน้าแรง ลูกผู้ชายไม่ควรย้อนกลับไปหาหญิงที่ตัวเองทอดทิ้งทั้งที่รู้แก่ใจว่าจะต้องจากไปอีก แต่ผมเหนื่อยและเจ็บมาก สงสัยว่าผมอาจจะแก่แล้วก็เป็นได้

“อัมบรา”

เสียงแสนสงบและเยือกเย็นกล่าวเรียกชื่อผมซึ่งกำลังนอนขดตัวเซฟพลังงานอยู่ตรงเนินดิน เก็นเทียน่าเดินเข้ามาหาผมที่กำลังอ่อนแรง ผมไม่รู้ว่าเธอมาที่นี่ได้อย่างไร แต่มือเรียวสวยนั่นก็วางขนนกอันหนึ่งบนตัวผมอย่างอ่อนโยน เพียงแค่นี้ความเจ็บปวดในกายกลับมลายหายสิ้น จนสามารถลุกขึ้นมายืนได้อีกครา

‘สุดยอดเลย ขอบคุณครับ ท่านทำได้ไงเนี่ย ?’

“เป็นความลับน่ะ”   เธอยิ้มกล่าวอย่างอารมณ์ดีพลางวางนิ้วพาดบนริมฝีปากสีชาด   “ฉันต้องไปก่อน เจอกันที่บ้านนะ"

ผมพยักหน้ารับแล้วมองส่งเธอซึ่งค่อยๆเดินหายลับตาไป แต่ขณะที่ผมว่าจะเดินกลับบ้างก็นึกบางอย่างขึ้นมาได้ เลยแวะคาบดอกไม้แถวนั้นไปฝากซินดี้และนายหญิงของผมคนละดอก


……………………………………….



พวกหมาแก่แถวสามแยกในเทเนแบรชอบมานั่งล้อมวงปรับทุกข์ หนึ่งในหัวข้อนั้นคือห้วงเวลาของการตกงาน การใช้ชีวิตไปเรื่อยเปื่อยโดยที่ไม่ได้ช่วยเจ้านายจ่ายตลาด คาบหนังสือพิมพ์ให้ หรือเห่าเวลาบุรุษไปรษณีย์มา ส่วนหนึ่งเพราะแก่ตัวจนต้องปลดประจำการ อีกส่วนเพราะเจ้านายจากไป...

จู่ๆหน้าที่องครักษ์ของผมได้จบลงกระทันหันด้วยเหตุผลอย่างหลัง

ท่านหญิงจากไปในระหว่างพิธีอัญเชิญเทพแห่งท้องทะเล เธอเคยบอกกับผมว่าหน้าที่ของโอราเคิลคือการทำพันธะสัญญากับเหล่าทวยเทพทั้งหก เพื่อเป็นกำลังแก่องค์ชายน็อคทิส ผมว่าโชคชะตามอบหมายงานให้เธอหนักเกินไป แต่ทุกครั้งที่ผมนำสมุดตอบรับจากองค์ชาย เธอจะกลับไปมีช่วงเวลาของเธอเอง เป็นเพียงนายหญิงลูน่าเฟรย่าซึ่งมีรอยยิ้มอันเปี่ยมสุข

...ผมคิดถึงรอยยิ้มนั้นเหลือเกิน...

‘ท่านเก็นเทียน่า ท่านวางขนนกแล้วรักษาท่านหญิงเช่นคราวที่รักษาข้าไม่ได้เหรอ’

ผมถามทั้งที่รู้ว่าหากทำได้เธอคงทำตั้งแต่ยามที่ชี้ตำแหน่งของห้วงน้ำจนสามารถนำร่างไร้วิญญาณของหญิงสาวมาทำพิธี หญิงสาวผมดำก้มหน้ากล่าวตอบ โดยที่ผมไม่สามารถตีความหมายใดจากสีหน้าของเก็นเทียน่าได้เลย

“ท่านมีหน้าที่ที่จะต้องทำรออยู่น่ะค่ะ”

‘หน้าที่ของท่านหญิงยังไม่จบอีกเหรอ'

เธอพยักหน้ารับโดยไม่กล่าวอะไร ผมเองก็เงียบไปพักใหญ่พลางทอดสายตามองไปยังโบสถ์ซึ่งกำลังจัดพิธีศพให้เจ้านาย

‘ว่าไปงานของข้าก็ยังไม่จบ’   ผมหันไปยิ้มให้คนที่ยืนอยู่ข้างๆ   ‘จากนี้ไปคงต้องแยกกันแล้วเก็นเทียน่า รักษาตัวด้วย’

“เช่นกันค่ะอัมบรา”

เธอยืนยิ้มส่งผมที่วิ่งลับหายไปอย่างรวดเร็ว และนั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่ผมได้เห็นเธอ

 

จะว่าผมดื้อด้านก็ได้แต่ว่างานชิ้นสุดท้ายของผมยังไม่เสร็จ สมุดเล่มสีแดงยังคงอยู่ที่องค์ชายน็อคทิสและผมอยากให้ท่านเขียนอะไรสักอย่าง อะไรก็ได้ เพื่อที่ผมจะนำมันกลับไปให้ท่านลูน่าเฟรย่าเก็บไว้แม้ว่าจะไร้รอยยิ้มใดตอบรับก็ตาม

ถึงอย่างนั้นความสามารถของผมช่างน้อยนัก แม้พยายามวิ่งอย่างสุดกำลังแต่ก็ไม่สามารถตามกลุ่มขององค์ชายซึ่งกำลังมุ่งหน้าสู่นิฟเฟลไฮม์ซึ่งโดยสารด้วยรถไฟได้เลย แล้วสุดท้ายพอไปถึง กลิ่นของคนที่ตามหากลับหายไปในคริสตัล

อา...

....สมุดของผม.....

.......หน้าที่ของผม


…………………………………….


“นั่น อัมบรา ?”

ชายหนุ่มคนหนึ่งกล่าวทักผมอย่างไม่แน่ใจ ผมมององค์ชายน็อคทิสของผมเดินเข้ามาใกล้ อีกฝ่ายเติบใหญ่ขึ้นมากจนจำแทบไม่ได้ หล่ออย่างกับพระเอกหนังบู๊ฮ่องกง ..ให้หล่อมากกว่าผมนิดหนึ่งแล้วกัน

ผมแกว่งหางเป็นเชิงตอบรับเสียงเรียก ก่อนจะวิ่งนำทางท่านที่เพิ่งออกจากผลึกคริสตัลไปยังถนนใหญ่ แล้วค่อยแอบแยกทางไป

...องค์ชายกลับมาแล้ว...

ถึงจะไม่มีสมุดเล่มเก่า แต่ข่าวครั้งนี้ผมสามารถบอกกล่าวกับท่านหญิงด้วยตัวเองได้แล้ว ผมว่าท่านจะต้องยิ้มให้ผมอย่างยินดีแน่ๆ


……………………………………….



fin

 

 

Comment

Comment:

Tweet